“ทำไมเวลาขึ้นบันไดถึงปวดสะโพก แต่เดินบนพื้นราบกลับไม่ค่อยปวด?”
คำถามนี้พบได้บ่อยในคนที่เริ่มมีอาการปวดบริเวณสะโพก โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการขึ้นลงบันได การลุกจากเก้าอี้ การเดินไกล หรือการยืนขาเดียวเริ่มทำได้ยากขึ้น หลายคนอาจคิดทันทีว่า “เป็นเพราะข้อสะโพกเสื่อมแน่ ๆ” โดยเฉพาะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
แต่ความจริงแล้ว อาการปวดสะโพกไม่ได้มีสาเหตุจากข้อเสื่อมเพียงอย่างเดียว
บริเวณสะโพกประกอบด้วยกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ถุงน้ำ และเนื้อเยื่อรอบ ๆ จำนวนมาก ดังนั้นอาการปวดบริเวณเดียวกันอาจเกิดจากปัญหาที่แตกต่างกันได้ เช่น ข้อสะโพกเสื่อม กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง เส้นเอ็นบริเวณสะโพกมีการระคายเคือง กลุ่มอาการปวดสะโพกด้านข้าง หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับหลังส่วนล่างและเส้นประสาท
ข้อมูลจาก NHS ระบุว่าอาการปวดสะโพกในผู้ใหญ่มีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่การบาดเจ็บ กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น ไปจนถึงข้ออักเสบและข้อเสื่อม ดังนั้นจึงไม่ควรวินิจฉัยสาเหตุด้วยตัวเองจากตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียว
การขึ้นบันไดเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา เข่า และลำตัว หากกล้ามเนื้อบางส่วนทำงานไม่สมดุล หรือเนื้อเยื่อบางบริเวณรับแรงมากเกินไป อาการปวดจึงอาจปรากฏชัดขึ้นในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องออกแรงมากกว่าปกติ
บทความนี้จึงจะพาไปทำความเข้าใจว่า ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันไดเกิดจากอะไรได้บ้าง แตกต่างจากข้อสะโพกเสื่อมอย่างไร อาการแบบไหนควรไปพบผู้เชี่ยวชาญ และกายภาพบำบัดมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูอย่างไร
1. ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได เกิดจากอะไรได้บ้าง?
การขึ้นบันไดดูเหมือนเป็นกิจกรรมง่าย ๆ แต่ในทางกลศาสตร์ของร่างกาย ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังของกล้ามเนื้อขาและสะโพกค่อนข้างมาก
เมื่อเราก้าวขึ้นบันได ร่างกายต้องยกน้ำหนักตัวขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่าเดิม กล้ามเนื้อก้น กล้ามเนื้อรอบสะโพก กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวจึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและรักษาสมดุล
หากระบบใดระบบหนึ่งทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดแรงกดหรือแรงดึงในบริเวณสะโพกเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดอาการปวดได้
1.1ข้อสะโพกเสื่อมอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว
ข้อสะโพกเสื่อม หรือ Hip Osteoarthritis เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดสะโพก โดยมักพบอาการปวดร่วมกับข้อฝืดหรือการเคลื่อนไหวที่ลดลง
อาการอาจชัดเจนขึ้นเมื่อเดิน ออกแรง หรือทำกิจกรรมที่ลงน้ำหนักบริเวณสะโพกมากขึ้น โดย NHS ระบุว่าในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี อาการปวดที่แย่ลงเมื่อเดินร่วมกับอาการฝืดหลังการเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบหนึ่งที่พบได้ในข้อเสื่อม
อย่างไรก็ตาม การมีอาการปวดสะโพกไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเสื่อมเสมอไป
สิ่งสำคัญคือการประเมินร่วมกันหลายด้าน เช่น
- ตำแหน่งของอาการปวด
- ลักษณะอาการปวด
- กิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
- การเคลื่อนไหวของข้อ
- กำลังกล้ามเนื้อ
- ประวัติการบาดเจ็บ
- อายุและปัจจัยเสี่ยง
- อาการร่วมบริเวณหลังหรือขา
ดังนั้น หากมีอาการปวดสะโพกเป็นประจำ การตรวจประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เข้าใจสาเหตุได้มากกว่าการคาดเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว
1.2 ปวดสะโพกด้านข้าง อาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยคือ Greater Trochanteric Pain Syndrome หรือ GTPS ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปวดบริเวณด้านนอกของสะโพก
อาการประเภทนี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณด้านข้างของสะโพก โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อก้น รวมถึงอาจมีการระคายเคืองของถุงน้ำบริเวณนั้นร่วมด้วย
ข้อมูลจาก NHS ระบุว่า GTPS สามารถทำให้ปวดบริเวณด้านข้างสะโพก และมักมีอาการมากขึ้นเมื่อขึ้นบันได นอนทับด้านที่ปวด หรือยืนเป็นเวลานาน
ลักษณะที่อาจพบได้ ได้แก่
- ปวดบริเวณด้านนอกของสะโพก
- กดบริเวณกระดูกด้านข้างแล้วเจ็บ
- เจ็บเมื่อนอนตะแคงด้านที่ปวด
- เจ็บเวลาขึ้นบันได
- เจ็บเวลายืนขาเดียว
- เจ็บหลังจากเดินหรือออกกำลังกาย
- รู้สึกว่ากล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง
- บางรายอาจมีอาการปวดลามลงไปบริเวณต้นขา
นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได” ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นข้อเสื่อมโดยอัตโนมัติ
1.3 กล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรงก็ทำให้ขึ้นบันไดแล้วปวดได้
กล้ามเนื้อสะโพกมีหน้าที่สำคัญมากกว่าการทำให้เราขยับขากล้ามเนื้อกลุ่มก้นและกล้ามเนื้อรอบสะโพกช่วยควบคุมแนวของกระดูกเชิงกราน ต้นขา และเข่าในขณะที่เราเดิน วิ่ง ขึ้นบันได หรือลุกนั่งหากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง การควบคุมการเคลื่อนไหวอาจลดลง ทำให้โครงสร้างบางส่วนต้องรับภาระมากขึ้นตัวอย่างเช่น เมื่อขึ้นบันได ร่างกายต้องถ่ายน้ำหนักไปยังขาข้างหนึ่งในช่วงสั้น ๆ หากกล้ามเนื้อสะโพกไม่สามารถควบคุมเชิงกรานได้ดี อาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่สมดุลและเพิ่มแรงที่เนื้อเยื่อรอบสะโพกในกรณีของ GTPS การลดกำลังของกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและก้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการ โดยแนวทางจาก NHS หลายแห่งให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแรงและการปรับกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
2. ทำไม “ขึ้นบันได” จึงทำให้ปวดสะโพกมากกว่าเดินพื้นราบ?
2.1 การขึ้นบันไดต้องใช้แรงมากกว่า
เมื่อเดินบนพื้นราบ ร่างกายสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยมีการถ่ายน้ำหนักอย่างต่อเนื่องแต่เมื่อขึ้นบันได ร่างกายต้องยกตัวขึ้นในแนวดิ่งด้วยนั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อขาและสะโพกต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อพาร่างกายขึ้นสู่ขั้นถัดไปหากบริเวณสะโพกมีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว การเพิ่มภาระในช่วงนี้จึงอาจทำให้อาการปวดปรากฏชัดขึ้น
การยืนรับน้ำหนักขาข้างเดียวมีบทบาทสำคัญ
ในแต่ละขั้นของการขึ้นบันได เราต้องถ่ายน้ำหนักไปยังขาข้างหนึ่งเพื่อยกตัวขึ้นหากข้างหนึ่งมีอาการปวดหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ร่างกายอาจพยายามชดเชยด้วยการเอียงลำตัว เปลี่ยนแนวการลงน้ำหนัก หรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมากขึ้นหากเกิดซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดความล้าและอาการปวดตามมาได้
การควบคุมสะโพกและเข่าต้องทำงานร่วมกัน
การขึ้นบันไดไม่ได้ใช้เฉพาะสะโพกกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา เข่า ข้อเท้า และลำตัวต้องทำงานเป็นระบบเดียวกันดังนั้นการประเมินอาการปวดจึงไม่ควรดูเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ แต่ควรประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวโดยรวมด้วย
อาการปวดสะโพกแบบไหนที่ควรสังเกต?
อาการปวดสะโพกของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และตำแหน่งที่ปวดก็สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างที่อาจเกี่ยวข้องได้
ปวดบริเวณด้านหน้าของสะโพก
อาจรู้สึกปวดบริเวณขาหนีบหรือด้านหน้าสะโพก โดยเฉพาะเวลางอสะโพก เดิน หรือขึ้นบันไดอาการบริเวณนี้อาจเกี่ยวข้องกับข้อสะโพกหรือกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นด้านหน้า แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้จากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
ปวดด้านข้างของสะโพก
อาการปวดด้านข้าง โดยเฉพาะเมื่อกดบริเวณกระดูกด้านนอกของสะโพก นอนตะแคง หรือขึ้นบันได อาจพบได้ในกลุ่มอาการ GTPS
ปวดด้านหลังหรือบริเวณก้น
บางกรณีอาการปวดที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าเป็น “สะโพก” อาจเกี่ยวข้องกับหลังส่วนล่างหรือโครงสร้างรอบเชิงกรานได้หากมีอาการปวดร่วมกับอาการชาร้าวลงขา อ่อนแรง หรืออาการทางระบบประสาท ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
ปวดสะโพกแบบไหนที่อาจเข้าข่ายข้อสะโพกเสื่อม?
ข้อสะโพกเสื่อมสามารถทำให้เกิดอาการปวดและข้อฝืดได้ โดยรูปแบบอาการอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคลสิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่
ปวดเมื่อใช้งาน
อาจรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อเดินนาน ขึ้นบันได หรือลงน้ำหนักมาก
ข้อฝืด
อาจรู้สึกว่าขยับสะโพกได้ไม่คล่อง โดยเฉพาะหลังจากอยู่นิ่งเป็นเวลาหนึ่งช่วง
การเคลื่อนไหวลดลง
บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าการใส่ถุงเท้า การใส่รองเท้า การก้าวขึ้นรถ หรือการนั่งบางท่าทำได้ยากขึ้น
อาการค่อย ๆ เป็นมากขึ้น
อาการจากปัญหาเรื้อรังบางประเภทอาจค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา แทนที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังการบาดเจ็บอย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นข้อเสื่อม จำเป็นต้องประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์
ปัจจัยอะไรที่ทำให้ปวดสะโพกได้ง่ายขึ้น?
อายุ
อายุที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงโอกาสเกิดโรคข้อบางประเภท แต่ “อายุ” เพียงอย่างเดียวไม่ควรถูกใช้เป็นคำอธิบายของอาการปวดทุกชนิด
การเพิ่มกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
หากจากเดิมแทบไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วเปลี่ยนเป็นเดินไกล วิ่ง หรือขึ้นลงบันไดจำนวนมากในเวลาอันสั้น ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันแนวทางเกี่ยวกับ GTPS ระบุว่าการเพิ่มปริมาณหรือเปลี่ยนประเภทกิจกรรมอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มภาระต่อเนื้อเยื่อรอบสะโพกได้
กล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง
การนั่งทำงานเป็นเวลานานและมีกิจกรรมทางกายน้อยอาจทำให้สมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลงเมื่อจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อในกิจกรรมที่หนักขึ้น เช่น ขึ้นบันได จึงอาจเกิดความล้าได้ง่าย
น้ำหนักตัว
น้ำหนักตัวที่มากขึ้นอาจเพิ่มภาระต่อระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินหรือทำกิจกรรมที่ลงน้ำหนักอย่างไรก็ตาม การดูแลน้ำหนักควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้วิธีลดน้ำหนักที่หักโหมจนทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
การนั่งไขว่ห้าง นั่งเก้าอี้เตี้ย ยืนลงน้ำหนักข้างเดียว หรือนอนทับด้านที่เจ็บ อาจกระตุ้นอาการในผู้ที่มีปัญหาปวดสะโพกด้านข้างบางประเภทได้
หากปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได ควรหยุดขึ้นบันไดหรือไม่?
คำตอบไม่ได้เหมือนกันทุกคน
หากขึ้นบันไดแล้วปวด ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมด เพราะการพักโดยไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานานอาจทำให้สมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง
แนวทางสำหรับอาการปวดสะโพกด้านข้างหลายแห่งแนะนำให้ยังคงเคลื่อนไหวตามความเหมาะสม แต่ปรับระดับกิจกรรมเพื่อไม่ให้เกิดการกระตุ้นอาการมากเกินไป
หลักสำคัญคือ “ลดสิ่งที่กระตุ้นอาการ แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดทุกกิจกรรม”
ตัวอย่างเช่น หากเดิมต้องขึ้นบันไดหลายเที่ยวต่อวันและทำให้อาการกำเริบ อาจลดการขึ้นลงที่ไม่จำเป็นชั่วคราว ใช้ราวจับ และจัดจังหวะการเดินให้ช้าลง
วิธีขึ้นบันไดให้ลดภาระต่อสะโพก
1. ใช้ราวจับเมื่อจำเป็น
ราวจับช่วยเพิ่มความมั่นคงและช่วยแบ่งภาระบางส่วนในช่วงที่ร่างกายต้องถ่ายน้ำหนัก
2. วางเท้าให้มั่นคง
พยายามวางเท้าให้เต็มขั้น ไม่รีบก้าว และหลีกเลี่ยงการก้าวแบบเสียสมดุล
3. ลดความเร็ว
การเดินช้าลงทำให้มีเวลาควบคุมการเคลื่อนไหวมากขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการฝืนความเจ็บ
หากทุกครั้งที่ขึ้นบันไดมีอาการปวดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ควรลดระดับกิจกรรมและประเมินสาเหตุ
แนวทางจาก NHS สำหรับอาการปวดสะโพกด้านข้างแนะนำให้ปรับกิจกรรมและใช้ราวจับ รวมถึงสามารถขึ้นบันไดทีละขั้นในช่วงที่อาการกำเริบได้ตามความเหมาะสม
กายภาพบำบัดช่วยอาการปวดสะโพกได้อย่างไร?
กายภาพบำบัด เป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อและระบบกระดูกและข้อกลับไปทำกิจกรรมได้เหมาะสมมากขึ้นแต่สิ่งสำคัญคือ โปรแกรมกายภาพบำบัดควรปรับให้เหมาะกับแต่ละคนคนที่ปวดสะโพกด้านหน้าอาจต้องการการประเมินแตกต่างจากคนที่ปวดสะโพกด้านข้างคนที่มีอาการจากการบาดเจ็บเฉียบพลันก็ไม่ควรใช้โปรแกรมเดียวกับผู้ที่มีอาการเรื้อรัง
การประเมินทางกายภาพบำบัดมีอะไรบ้าง?
ประเมินตำแหน่งและลักษณะอาการปวด
นักกายภาพบำบัดจะสอบถามว่า
- ปวดตรงไหน?
- ปวดมานานเท่าไร?
- ปวดเฉพาะเวลาขึ้นบันไดหรือไม่?
- เดินพื้นราบปวดหรือไม่?
- ลุกจากเก้าอี้ปวดหรือไม่?
- นอนตะแคงแล้วปวดหรือไม่?
- มีอาการปวดร้าวลงขาหรือไม่?
- เคยล้มหรือได้รับบาดเจ็บหรือไม่?
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การประเมินมีทิศทางมากขึ้น
ประเมินช่วงการเคลื่อนไหว
ตรวจดูว่าสะโพกสามารถงอ เหยียด กาง หรือหมุนได้มากน้อยเพียงใด และมีท่าใดกระตุ้นอาการ
ประเมินกำลังกล้ามเนื้อ
อาจประเมินกล้ามเนื้อก้น กล้ามเนื้อรอบสะโพก ต้นขา และกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดิน
ประเมินการเคลื่อนไหวจริง
อาจดูการเดิน การลุกนั่ง การยืนขาเดียว การขึ้นบันได หรือการทำท่าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผู้ป่วยมีปัญหานี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการประเมินที่ ศูนย์สุขภาพ หรือสถานพยาบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จึงอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาได้มากกว่าการเลือกซื้อยาหรือทำท่าออกกำลังกายจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว
การออกกำลังกายช่วยให้สะโพกแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร?
เป้าหมายของการออกกำลังกายไม่ได้มีเพียง “ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง”
แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความสามารถในการรับแรง ควบคุมการเคลื่อนไหว และกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ในผู้ที่มีอาการปวดสะโพกด้านข้าง แนวทางจากบริการกายภาพบำบัดของ NHS ให้ความสำคัญกับการเสริมกำลังกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและก้น โดยมีตัวอย่างเช่น Hip Abduction, Bridge, Sit-to-Stand และการฝึกก้าวขึ้นลงขั้นบันไดแบบค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำจำนวนครั้งของการออกกำลังกายจากบทความไปใช้เป็นโปรแกรมเฉพาะบุคคลโดยไม่ประเมินอาการก่อน
ตัวอย่างการออกกำลังกายที่มักใช้ในการฟื้นฟูสะโพก
Bridge
ท่า Bridge เป็นการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณก้นและกล้ามเนื้อที่ช่วยควบคุมสะโพกวิธีทั่วไปคือ นอนหงาย งอเข่า วางเท้าบนพื้น จากนั้นยกสะโพกขึ้นอย่างควบคุม แล้วค่อย ๆ ลดลงควรเน้นการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และไม่กลั้นหายใจ
แนวทางจาก NHS หลายแห่งใช้ Bridge เป็นหนึ่งในแบบฝึกสำหรับผู้ที่มีอาการปวดสะโพกด้านข้าง
Sit-to-Stand
การลุกจากเก้าอี้เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันการฝึก Sit-to-Stand อย่างถูกวิธีสามารถนำมาใช้เพื่อฝึกการทำงานร่วมกันของสะโพกและขาได้หลักสำคัญคือควบคุมการเคลื่อนไหว ไม่ปล่อยตัวลงเก้าอี้อย่างรวดเร็ว และรักษาแนวเข่าให้เหมาะสม
Hip Abduction
เป็นการฝึกกล้ามเนื้อด้านข้างของสะโพก ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมเชิงกรานแต่หากทำแล้วเกิดอาการปวดมากขึ้น ควรลดระดับความยากหรือหยุดและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ออกกำลังกายแล้วปวด ควรฝืนหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่สำคัญมากการออกกำลังกายบางรูปแบบอาจทำให้รู้สึกเมื่อยหรือตึงเล็กน้อย แต่ไม่ควรใช้หลักว่า “ยิ่งเจ็บยิ่งดี”
แนวทางของ NHS สำหรับ GTPS ระบุว่าควรเลือกการออกกำลังกายที่ท้าทายแต่จัดการได้ และหากความปวดเพิ่มมากเกินไป ควรลดช่วงการเคลื่อนไหวหรือจำนวนครั้งของท่า
ดังนั้น หากออกกำลังกายแล้ว
- ปวดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- อาการปวดไม่ลดลง
- ปวดรบกวนการนอน
- วันรุ่งขึ้นเดินลำบากกว่าเดิม
- มีอาการบวม
- มีอาการชา หรืออ่อนแรง
ควรหยุดการฝึกนั้นและประเมินอาการเพิ่มเติม
เมื่อไรควรไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด?
หากอาการปวดสะโพกเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันไดไม่ได้ ลุกจากเก้าอี้ลำบาก นอนหลับไม่ได้ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ควรเข้ารับการประเมิน
โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์
ข้อมูลจากโรงพยาบาล NHS ระบุว่าหากอาการปวดสะโพกส่งผลต่อกิจวัตร เช่น การเดิน การนั่ง หรือการนอน และไม่ดีขึ้นจากการดูแลเบื้องต้น ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์
อาการเตือนที่ไม่ควรรอดูเอง
แม้อาการปวดสะโพกจำนวนมากอาจเกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
ปวดอย่างรุนแรงหลังล้มหรือได้รับอุบัติเหตุ
โดยเฉพาะหากไม่สามารถลงน้ำหนักหรือเดินได้
NHS ระบุว่าอาการปวดรุนแรงและไม่สามารถเดินได้หลังการหกล้มหรือการบาดเจ็บอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสะโพกหัก
สะโพกร้อน บวม และมีไข้
อาการปวดสะโพกร่วมกับข้อร้อน บวม และมีไข้ อาจต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในข้อ
มีอาการอ่อนแรงหรือชาร่วมด้วย
หากอาการปวดสะโพกมีอาการชา อ่อนแรง หรือปวดร้าวลงขา ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินระบบประสาทและโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
จำเป็นต้องเอกซเรย์หรือ MRI หรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการปวดสะโพกจำเป็นต้องตรวจภาพทางรังสีทันทีการเลือกตรวจขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติการบาดเจ็บ ผลการตรวจร่างกาย และข้อสงสัยทางการแพทย์ในอาการปวดสะโพกด้านข้างบางประเภท เช่น GTPS การวินิจฉัยสามารถทำได้จากประวัติและการตรวจทางคลินิก และโดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้การสแกนเพื่อวินิจฉัยในทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม หากมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคหรือดูโครงสร้างที่เกี่ยวข้องดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่า “ตรวจ MRI เท่านั้นถึงจะรู้ว่าเป็นอะไร” หรือในทางกลับกัน “ไม่ต้องตรวจเลย”การตัดสินใจควรเกิดจากการประเมินรายบุคคล
ศูนย์สุขภาพกับการดูแลอาการปวดสะโพก
ปัจจุบันผู้ที่มีอาการปวดสะโพกสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้หลากหลายรูปแบบ
ศูนย์สุขภาพ ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกล้ามเนื้อและกระดูกสามารถมีบทบาทในการประเมินปัญหา ให้คำแนะนำด้านการเคลื่อนไหว และวางแผนการฟื้นฟูตามความเหมาะสม
หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้อาการปวดลดลง แต่ควรพยายามค้นหาว่า“อะไรทำให้สะโพกเจ็บ และอะไรทำให้ร่างกายไม่สามารถรับภาระกิจกรรมนั้นได้ดีเหมือนเดิม?”
เมื่อเข้าใจต้นเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงสามารถวางแผนการฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น
คลีนิคสุขภาพควรเลือกอย่างไรเมื่อต้องการดูแลอาการปวดสะโพก?
สำหรับผู้ที่ค้นหาคำว่า “คลีนิคสุขภาพ” หรือ “คลินิกสุขภาพ” สิ่งสำคัญไม่ควรดูเพียงความใกล้หรือราคาเท่านั้นควรพิจารณาว่าสถานที่นั้นมีบริการและบุคลากรที่เหมาะสมกับปัญหาหรือไม่
ควรมีการประเมินก่อนเริ่มรักษา
การรักษาที่ดีควรเริ่มจากการประเมิน ไม่ใช่ให้ทุกคนทำโปรแกรมเดียวกัน
ควรอธิบายสาเหตุที่เป็นไปได้
ผู้รับบริการควรเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับอะไร และเหตุใดจึงเลือกแนวทางนั้น
ควรมีแผนฟื้นฟูที่วัดผลได้
ตัวอย่างเช่น จากเดิมขึ้นบันไดได้ 3 ขั้นแล้วปวด อาจตั้งเป้าหมายให้สามารถเดินขึ้นบันไดได้มากขึ้น โดยมีอาการลดลงและควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ควรให้ความรู้สำหรับการดูแลตัวเอง
เพราะการฟื้นฟูไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่อยู่ในคลินิกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย และการจัดการกิจกรรมมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นตัวเช่นกัน
กายภาพบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “นวดให้หายปวด”
หลายคนยังเข้าใจว่า กายภาพบำบัด หมายถึงการนวด ประคบ หรือใช้เครื่องมือเพื่อลดอาการปวดเท่านั้นแต่ในความเป็นจริง การฟื้นฟูทางกายภาพบำบัดอาจประกอบด้วยหลายส่วน
การให้ความรู้
ทำความเข้าใจสาเหตุของอาการและพฤติกรรมที่อาจกระตุ้นอาการ
การปรับกิจกรรม
เรียนรู้ว่าจะลดหรือปรับกิจกรรมอย่างไรโดยไม่ต้องหยุดการใช้ชีวิตทั้งหมด
การฝึกกล้ามเนื้อ
เพิ่มความสามารถของกล้ามเนื้อในการรับแรงและควบคุมการเคลื่อนไหว
การฝึกการเคลื่อนไหว
เช่น ฝึกเดิน ลุกนั่ง ขึ้นบันได หรือทำกิจกรรมเฉพาะที่ผู้รับบริการต้องการกลับไปทำ
การติดตามผล
ดูว่าอาการและความสามารถในการใช้งานดีขึ้นหรือไม่ และปรับโปรแกรมตามความเหมาะสม
แนวทางการดูแล GTPS จาก NHS ให้ความสำคัญกับการปรับกิจกรรมร่วมกับการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มากกว่าการพึ่งพาการพักเพียงอย่างเดียว
5 พฤติกรรมที่ควรระวัง หากมีอาการปวดสะโพกด้านข้าง
1. นอนทับด้านที่ปวด
การนอนตะแคงด้านที่มีอาการอาจเพิ่มแรงกดบริเวณเนื้อเยื่อด้านข้างของสะโพก
2. นั่งไขว่ห้างนาน ๆ
ท่านี้อาจเพิ่มแรงกดหรือการยืดของโครงสร้างบางส่วนในผู้ที่มีอาการปวดสะโพกด้านข้าง
3. ยืนลงน้ำหนักข้างเดียว
เช่น ยืนพักโดยเอวและสะโพกเอียงไปด้านหนึ่ง
4. นั่งเก้าอี้เตี้ย
เก้าอี้ที่เตี้ยมากอาจทำให้สะโพกอยู่ในท่างอมากขึ้น
5. เพิ่มระยะเดินหรือออกกำลังกายเร็วเกินไป
การเพิ่มกิจกรรมแบบก้าวกระโดดอาจเพิ่มภาระต่อกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแนวทางจาก NHS แนะนำให้หลีกเลี่ยงท่าหรือกิจกรรมที่เพิ่มแรงกดบริเวณสะโพก และค่อย ๆ เพิ่มระดับกิจกรรมเมื่ออาการดีขึ้น
ปวดสะโพกกับการใช้ชีวิตประจำวัน: ปรับอย่างไรให้เหมาะสม?
การเดิน
ไม่จำเป็นต้องหยุดเดินทั้งหมดหากยังเดินได้โดยไม่ทำให้อาการกำเริบรุนแรงลองแบ่งการเดินเป็นช่วงสั้น ๆ และพักเป็นระยะ แทนการเดินระยะไกลครั้งเดียว
การนั่งทำงาน
หากต้องนั่งทำงานนาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะสำหรับอาการปวดสะโพกด้านข้าง NHS บางแนวทางแนะนำให้ลุกเปลี่ยนท่าหรือเดินเป็นระยะ แทนการนั่งต่อเนื่องนาน ๆ
การขึ้นรถ
หากการยกขาเข้าออกจากรถทำให้ปวด ควรเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และใช้มือช่วยพยุงเมื่อจำเป็น
การใส่รองเท้า
หากการก้มตัวหรือยกขาขึ้นทำให้ปวด ควรนั่งลงและจัดท่าให้มั่นคงก่อน
ปวดสะโพกในวัยทำงานก็เกิดขึ้นได้
หลายคนคิดว่าอาการปวดสะโพกเป็นปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้นแต่คนวัยทำงานก็สามารถมีอาการปวดสะโพกได้ โดยเฉพาะผู้ที่
- นั่งทำงานนาน
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย
- ออกกำลังกายหนักเป็นครั้งคราว
- วิ่งหรือเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทก
- เพิ่มกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
- เคยมีอาการบาดเจ็บ
- มีกล้ามเนื้อสะโพกไม่แข็งแรง
ดังนั้นอายุไม่ควรถูกใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินว่าอาการปวดสะโพกเป็นเรื่อง “ปกติ”
ปวดสะโพกในผู้สูงอายุ ควรใส่ใจเป็นพิเศษ
เมื่ออายุมากขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการทรงตัวอาจลดลง รวมถึงความเสี่ยงต่อการหกล้มอาจเพิ่มขึ้นหากมีอาการปวดสะโพกร่วมกับการหกล้ม ควรประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถลงน้ำหนักได้หรือปวดรุนแรงNHS ระบุว่าปวดสะโพกรุนแรงและเดินไม่ได้หลังการล้มหรือบาดเจ็บเป็นอาการที่ควรได้รับการประเมินทันทีการดูแลในผู้สูงอายุจึงควรมองทั้งเรื่อง
- อาการปวด
- กำลังกล้ามเนื้อ
- การทรงตัว
- ความเสี่ยงการหกล้ม
- ความสามารถในการเดิน
- การทำกิจวัตรประจำวัน
ถ้าปล่อยอาการปวดสะโพกไว้นาน จะเป็นอะไรหรือไม่?
คำตอบคือขึ้นอยู่กับสาเหตุอาการบางประเภทอาจดีขึ้นได้ด้วยการปรับกิจกรรมและการฟื้นฟู แต่หากยังคงทำกิจกรรมที่กระตุ้นอาการซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับพฤติกรรม อาการอาจยืดเยื้อหรือกลับมาเป็นซ้ำได้โดยเฉพาะในกลุ่มอาการปวดจากเนื้อเยื่อรอบสะโพก การจัดการภาระที่เหมาะสมและการเพิ่มความแข็งแรงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัว
ดังนั้น การรอจน “ปวดมากแล้วค่อยรักษา” อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป
7 คำถามที่ควรถามตัวเองเมื่อปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได
ลองสังเกตตัวเองว่า
1. ปวดตรงบริเวณไหน?
ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง หรือขาหนีบ?
2. ปวดเฉพาะตอนขึ้นบันไดหรือไม่?
หากเดินพื้นราบไม่ปวด แต่ขึ้นบันไดปวด ข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อการประเมิน
3. ลุกจากเก้าอี้แล้วปวดหรือไม่?
เป็นอีกกิจกรรมที่สามารถบอกได้ว่าร่างกายรับแรงอย่างไร
4. นอนตะแคงแล้วปวดหรือไม่?
หากปวดด้านข้างร่วมกับการนอนทับด้านที่เจ็บ อาจเป็นข้อมูลสำคัญ
5. เคยมีอุบัติเหตุหรือหกล้มหรือไม่?
หากมี ควรแจ้งผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง
6. อาการดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อพัก?
ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นรูปแบบของอาการ
7. มีอาการชา อ่อนแรง หรือไข้ร่วมด้วยหรือไม่?
หากมี ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อปวดสะโพก
อย่าวินิจฉัยตัวเองว่าเป็นข้อเสื่อมทันที
อาการปวดไม่ได้หมายความว่าข้อเสื่อมเสมอไป
อย่าฝืนออกกำลังกายจนปวดมาก
การฝึกควรมีระดับที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
อย่าพักจนไม่ขยับเลยเป็นเวลานาน
หากไม่มีข้อห้าม การเคลื่อนไหวที่เหมาะสมยังมีความสำคัญต่อสมรรถภาพร่างกาย
อย่าเพิ่มกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
ควรเพิ่มทีละน้อยและติดตามอาการ
อย่ามองข้ามอาการเตือน
โดยเฉพาะหลังอุบัติเหตุ มีไข้ สะโพกร้อนบวม เดินไม่ได้ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
แนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อปวดสะโพก
การดูแลเบื้องต้นควรขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของอาการ แต่หลักทั่วไปที่อาจช่วยได้ ได้แก่
- ลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการชั่วคราว
- ยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้อาการแย่ลง
- จัดท่านั่งและท่านอนให้เหมาะสม
- ไม่เพิ่มการออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว
- หากอาการต่อเนื่องหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมิน
- หากมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณเตือน ควรพบแพทย์โดยเร็ว
เมื่อ “ปวดสะโพก” กลายเป็นปัญหาการใช้ชีวิต
สิ่งที่สำคัญกว่าการถามว่า “ปวดระดับไหน” คือการถามว่า
“อาการปวดกำลังทำให้เราใช้ชีวิตได้น้อยลงหรือไม่?”
- ถ้าเริ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการขึ้นบันได
- ถ้าเลือกจอดรถไกลไม่ได้เพราะกลัวเดิน
- ถ้าลุกจากเก้าอี้ต้องใช้มือช่วย
- ถ้าเริ่มนอนตะแคงไม่ได้
- หรือถ้าต้องหยุดกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำ
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ความเจ็บ” แต่กำลังส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวเป้าหมายของการดูแลจึงไม่ควรมีเพียง “ลดปวด” แต่ควรมุ่งให้กลับไปทำกิจกรรมที่จำเป็นและกิจกรรมที่มีความหมายต่อชีวิตได้อย่างเหมาะสม
กายภาพบำบัดสะโพก: จากการลดปวดสู่การกลับมาเคลื่อนไหว
แนวคิดสำคัญของ กายภาพบำบัด คือการช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานได้ดีขึ้นตามเป้าหมายของแต่ละบุคคล
ตัวอย่างเช่น
เป้าหมายของคนทำงาน
อาจเป็นการนั่งทำงานได้โดยไม่ปวดมาก และสามารถเดินขึ้นบันไดไปที่ทำงานได้
เป้าหมายของผู้สูงอายุ
อาจเป็นการลุกจากเก้าอี้และเดินเข้าห้องน้ำได้อย่างมั่นคง
เป้าหมายของคนออกกำลังกาย
อาจเป็นการกลับไปวิ่งหรือเล่นกีฬาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้นโปรแกรมฟื้นฟูที่ดีจึงควรเริ่มจาก “เป้าหมายของผู้รับบริการ” แล้วจึงออกแบบการฝึกให้เหมาะสม
ทำไมการรักษาแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน?
เพราะแม้จะพูดว่า “ปวดสะโพกเหมือนกัน” แต่สาเหตุและข้อจำกัดของแต่ละคนอาจแตกต่างกันคนหนึ่งอาจมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกคนอาจมีอาการปวดด้านข้างอีกคนอาจมีข้อฝืดขณะที่บางคนอาจมีประวัติอุบัติเหตุ
ดังนั้นการนำโปรแกรมออกกำลังกายของคนอื่นมาใช้ทั้งหมดจึงอาจไม่เหมาะสมการประเมินโดยนักกายภาพบำบัดหรือบุคลากรทางการแพทย์ช่วยให้สามารถกำหนดระดับการฝึกและเป้าหมายได้เหมาะสมมากขึ้น
ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได ไม่ใช่แค่ “ข้อเสื่อม”

อาการ ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได เป็นอาการที่พบได้จากหลายสาเหตุ และข้อสะโพกเสื่อมเป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้
สาเหตุอื่นอาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เนื้อเยื่อบริเวณด้านข้างของสะโพก การใช้งานมากเกินไป กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือปัญหาจากบริเวณอื่นที่ส่งผลต่อสะโพก
โดยเฉพาะอาการปวดสะโพกด้านข้างที่สัมพันธ์กับการขึ้นบันได การนอนตะแคง หรือการยืนขาเดียว อาจพบได้ในกลุ่ม Greater Trochanteric Pain Syndrome หรือ GTPS ซึ่งแนวทางการดูแลมักให้ความสำคัญกับการปรับกิจกรรมและการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะโพก
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามเดาว่า “เป็นข้อเสื่อมหรือไม่” จากอาการเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณารูปแบบอาการ ประวัติ การเคลื่อนไหว และปัจจัยต่าง ๆ ร่วมกัน
หากอาการปวดเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ขึ้นบันได ลุกนั่ง นอน หรือทำงาน การเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้เข้าใจปัญหาและวางแผนการดูแลได้เหมาะสมมากขึ้น
และหากมีอาการรุนแรงหลังการหกล้ม ไม่สามารถลงน้ำหนักได้ หรือมีอาการสะโพกร้อน บวม และมีไข้ ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
อย่าปล่อยให้อาการปวดสะโพกกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องหยุดใช้ชีวิต
การเข้าใจสาเหตุที่เป็นไปได้ การปรับกิจกรรมอย่างเหมาะสม และการฟื้นฟูด้วย กายภาพบำบัด อย่างเป็นระบบ อาจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหวได้มั่นใจมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได
ปวดสะโพกเวลาขึ้นบันไดแปลว่าเป็นข้อเสื่อมหรือไม่?
ไม่จำเป็น อาการปวดสะโพกมีหลายสาเหตุ ข้อเสื่อมเป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะหากมีอาการปวดร่วมกับข้อฝืดและอาการที่สัมพันธ์กับการลงน้ำหนัก แต่ควรได้รับการประเมินเพื่อแยกสาเหตุอื่นด้วย
ปวดสะโพกด้านข้างเวลาขึ้นบันไดเกิดจากอะไร?
หนึ่งในความเป็นไปได้คือ Greater Trochanteric Pain Syndrome หรือ GTPS ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อด้านนอกของสะโพก รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณก้น โดยอาการมักถูกกระตุ้นด้วยการขึ้นบันได การนอนทับด้านที่ปวด หรือการยืนเป็นเวลานาน
กายภาพบำบัดช่วยปวดสะโพกได้หรือไม่?
กายภาพบำบัดสามารถมีบทบาทในการประเมินการเคลื่อนไหว ปรับกิจกรรม เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และฝึกการทำกิจกรรมที่มีปัญหา โดยโปรแกรมควรปรับให้เหมาะกับสาเหตุและความสามารถของแต่ละบุคคล
ปวดสะโพกควรพักอย่างเดียวหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป การพักจากกิจกรรมที่กระตุ้นอาการมากเกินไปอาจมีประโยชน์ แต่โดยทั่วไปควรรักษาการเคลื่อนไหวในระดับที่เหมาะสม หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ แนวทางด้านอาการปวดสะโพกด้านข้างให้ความสำคัญกับการปรับกิจกรรมร่วมกับการเสริมกำลังกล้ามเนื้อ
ถ้าปวดสะโพกเวลาขึ้นบันได ควรออกกำลังกายหรือไม่?
อาจออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกประเภทและระดับที่เหมาะสมกับอาการ ไม่ควรฝืนจนปวดมากขึ้น การออกกำลังกายบางประเภทที่เน้นการเสริมกำลังกล้ามเนื้อรอบสะโพกถูกนำมาใช้ในการฟื้นฟูอาการปวดสะโพกด้านข้าง
เมื่อไรควรไปพบผู้เชี่ยวชาญ?
หากอาการเป็นต่อเนื่อง รบกวนการเดิน ขึ้นบันได นอน หรือลุกนั่ง หรือไม่ดีขึ้นจากการดูแลเบื้องต้น ควรเข้ารับการประเมิน หากมีอาการรุนแรงหลังอุบัติเหตุ เดินไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมกับสะโพกร้อนบวม ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน